DownloadHow to OrderContact Us

ตะกร้าสินค้า

 สำหรับสมาชิก
อีเมล์ 
รหัสผ่าน 
 ลืมรหัสผ่าน?

 

เทคโนโลยี CDN (Content Delivery Network)

Section แวดวง Server : From vtsolution : Date 2011-08-10

  • เทคโนโลยี CDN (Content Delivery Network)

    โดยส่วนตัวแล้ว cnd สำหรับผมมีประโยชน์ ในแง่ของการใช้งาน และสามารถแบ่งเบาภาระอันหนักอิ้งของ Server ของเรา ในอนาคตอันใกล้เมืองไทย น่าจะใช้กันมากและแพร่หลายมากขึ้นอย่างแน่นอน แต่ก่อนอื่น ต้องมาทำความรู้จักกับ CDN กันหน่อย  ผมได้คัดลอกบทความมาครับ เห็นว่าอธิบายได้ละเอียดพอสมควร 

    สามารถเข้าชมต้นฉบับได้ที่  http://www.arip.co.th/articles.php?id=403778


    คอนเท็นต์ที่กินแบนด์วิดธ์มหาศาล จะทำให้ท่อส่งข้อมูลของคุณอุดตันและไหลช้าลงได้ ซึ่งเครือข่ายส่งมอบคอนเท็นต์ (Content Delivery Network : CDN) จะช่วยแบ่งเบาภาระนี้ให้คุณ

    ในโลกธุรกิจออนไลน์ เว็บมาสเตอร์ทุกคนฝันอยากมีผู้มาเยี่ยมชมเว็บไซต์ขาประจำจำนวนมาก แต่ไม่มีอะไรที่ได้มาฟรีๆ ถ้าจะสร้างเว็บไซต์ที่ดึงดูดใจ คุณก็ต้องเตรียมแบนด์วิดธ์และขีดความจุของเซิร์ฟเวอร์ให้พอรับมือกับโหลดที่ จะเกิดขึ้น ตัวแปรสำคัญที่สุดก็คือ อีคอมเมิร์ชและความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ มัลติมีเดียและคอนเท็นต์ที่มีขนาดใหญ่ ก็ทำให้สถานการณ์ทราฟฟิกเลวร้ายยิ่งขึ้นไปอีก โดยเฉพาะเมื่อคุณต้องใส่ลูกเล่นหวือหวาลงในคอนเท็นต์เพื่อสร้างความนิยม

    ปัญหานี้ท้าทาย แต่แก้ไขได้ยาก โดยเฉพาะสำหรับหน่วยงานขนาดเล็ก ซึ่งนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้มีเว็บไซต์ที่หันไปใช้บริการของ CDN มากขึ้น โดย CDN เป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐานเซิร์ฟเวอร์และเครือข่ายที่ใช้ในการส่งมอบ บริการตอบสนองต่อผู้มาเยือนเว็บไซต์อย่างมีประสิทธิภาพ

    ทั้งนี้ CDN ไม่ได้มีไว้สำหรับงานขนาดใหญ่อย่างเดียวเท่านั้น เพราะเมื่อเร็วๆ นี้ Activate (CDN ขนาดเล็กที่เน้นธุรกิจระดับองค์กร) เพิ่งจะใส่เว็บคาสต์ (Webcast) ให้กับสมาคมจัดการการลงทุนและวิจัย (Association of Investment Management and Research) ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้มีผู้เข้าชมราว 200 ราย แต่ละรายจ่าย 30 ดอลลาร์ โดย CDN ได้ให้บริการแบบชำระตามการเข้าชมและกระจายกระแสข้อมูลอย่างมีคุณภาพ

    ถ้าคุณมีปริมาณคำร้องขอเล็กๆ ที่สัมพันธ์กันจำนวนมาก หรือคำร้องขอจำนวนน้อยๆ แต่กินแบนด์วิดธ์สูง CDN จะช่วยให้คุณบริการลูกค้าในทุกวันนี้ได้ดีกว่า

    ใครเป็นใคร?

    CDN แบ่งเป็นสองประเภท คือ CDN เอนกประสงค์ (general-purpose CDN) ซึ่งจัดส่งข้อมูลทุกประเภท ทั้งคอนเท็นต์แบบสแตติกและไดนามิก รวมทั้งสื่อต่อเนื่อง และ CDN ที่รองรับสื่อต่อเนื่องเพียงอย่างเดียว (streaming media CDN) โดยผู้ให้บริการ CDN เอนกประสงค์ที่ใหญ่ที่สุดสองราย ได้แก่ Akamai และ Digital Island ส่วนรายอื่นๆ ได้แก่ Adero, epicRealm และ Mirror Image Internet ส่วนผู้ให้บริการสื่อต่อเนื่องที่มีชื่อเสียง ได้แก่ Activate, e-Media, iBeam Broadcasting, Real Broadcast Network และ Yahoo! Broadcast

    แน่นอนว่าการแยกประเภทของ CDN แบบนี้มีประโยชน์ตามประเภทข้อมูลที่คุณตั้งใจจะมอบหมายให้ CDN จัดการ นอกจากนี้ยังมีความแตกต่างกันทางสถาปัตยกรรมหลักระหว่าง CDN เอนกประสงค์และผู้ให้บริการสื่อต่อเนื่องหลายรายด้วยเช่นกัน

    CDN ถูกออกแบบมาให้ช่วยสลายคอขวดในโมเดลการส่งมอบคอนเท็นต์แบบเดิม โดยรูปที่ 1 แสดงให้เห็นว่าเว็บไซต์บริการข้อมูลอย่างไรถ้าไม่มี CDN และระบุจุดที่อาจจะเกิดคอขวดที่ทำให้การส่งมอบข้อมูลช้าลง ในก้าวแรกของการเดินทาง ข้อมูลถูกส่งจากเซิร์ฟเวอร์ของเจ้าของคอนเท็นต์ไปยัง ISP ของเขา ซึ่งในกรณีที่ทราฟฟิกหนาแน่น การเชื่อมต่อมักจะไม่สามารถขยายขนาดได้ จึงมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดปัญหาคอขวด

    จากจุดนั้น ข้อมูลจะถูกจัดเส้นทางผ่านอินเทอร์เน็ตสาธารณะ โดยมักจะผ่านเครือข่ายที่มีผู้ให้บริการ Tier 1 เป็นเจ้าของอยู่ อาทิ AT&T Network Services, Cable and Wireless และ Qwest Communications เครือข่ายสาธารณะนี้เชื่อมต่อผ่านเราเตอร์ที่จุดเข้าถึงสาธารณะ ซึ่งผู้ที่มีชื่อเสียงที่สุด ได้แก่ MAE (Metropolitan Area Exchange) East ใน Vienna, Virginia และ MAE Weat ใน San Jose

    แบ็กโบนอินเทอร์เน็ตประกอบด้วยท่อแบนด์วิดธ์สูง จำนวนมาก ที่ขนส่งทราฟฟิกได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งก็เหมือนกับสภาพการจราจรในทุกวัน ที่จะมีช่วงเวลาที่ทราฟฟิกออนไลน์สูงสุด และทำให้เกิดคอขวดเป็นจุดที่สอง

    จุดเข้าถึงสาธารณะเป็นจุดที่สามที่มีแนวโน้มของ การเกิดคอขวด เปรียบเสมือนกับสถานีสับเปลี่ยนขบวนรถไฟฟ้าที่สยาม ซึ่งผู้โดยสารรีบออกจากรถไฟฟ้า เดินลงบันไดเลื่อน และเดินไปตามทางเพื่อขึ้นรถอีกขบวน ในระหว่างชั่วโมงเร่งด่วน คุณก็อาจจะพบสภาพการติดขัดอย่างหนัก ในทำนองเดียวกัน จุดเข้าถึงสาธารณะนี้ เป็นจุดที่เครือข่ายสาธารณะหลากหลายมาพบกันเพื่อโอนถ่ายข้อมูลจากเครือข่าย หนึ่งไปยังอีกเครือข่าย การต้องควบคุมจัดการข้อมูลจำนวนมากจากเครือข่ายหลายแห่ง ทำให้จุดนี้อาจมีคอขวดแฝงอยู่ได้

    จุดสุดท้ายที่อาจเกิดคอขวดก็คือ ก้าวสุดท้ายของการเดินทาง หรือจุดเชื่อมต่อระหว่าง ISP และผู้ท่องเว็บ ซึ่งปัญหาที่จุดเชื่อมต่อสุดท้ายนี้จะยังคงมีอยู่จนกว่าระบบเคเบิลโมเด็มและ DSL จะแพร่หลายมากกว่านี้

    โซลูชัน CDN

    CDN เอนกประสงค์จะใช้องค์ประกอบสองอย่างเพื่อเพิ่มความเร็วในการส่งมอบข้อมูล อย่างแรกคือกลุ่มของ regional server และ edge server (เซิร์ฟเวอร์ที่วางอยู่ที่จุดปลายของเส้นทางเดินข้อมูล ใกล้ชิดกับเอนด์ยูสเซอร์ที่สุด) มีตำแหน่งที่ตั้งร่วมกันที่จุดอำนวยความสะดวกของ ISP และผู้ให้บริการเครือข่ายท้องถิ่น ในประเทศ และระหว่างประเทศ อย่างที่สองคือ เครือข่ายติดต่อสื่อสารภายในที่เป็นกรรมสิทธิ์ของ CDN เอง ซึ่งมักจะเป็นรูปแบบเช่าสายหรือเพียร์ (Peer) โดยธรรมชาติ ที่ทำให้ CDN หลีกเลี่ยงแบ็กโบนและจุดเข้าถึงสาธารณะในเวลาที่ส่งข้อมูลไปยังเซิร์ฟเวอร์ ได้ เพราะระบบเพียร์ยอมให้เครือข่ายแลกเปลี่ยนทราฟฟิกกันได้โดยตรง รูปแบบนี้จึงสร้างอินทราเน็ตส่วนตัวที่ให้ความต่อเนื่องในการนำส่งไปยัง เอนด์ยูสเซอร์

    นี่คือวิธีการที่ CDN ทำงานกับเว็บไซต์ทั่วไป: ผู้ให้บริการคอนเท็นต์หรือผู้จัดการไซต์ กำหนดประเภทข้อมูลหรือองค์ประกอบของเพจที่จะให้บริการ CDN จัดเส้นทางและควบคุมจัดการคำร้องขอสำหรับคอนเท็นต์เหล่านั้น โดยเว็บเซิร์ฟเวอร์ต้นฉบับจะส่งข้อมูลที่ถูกร้องขอไปยัง CDN ซึ่งจะส่งข้อมูลไปยังยูสเซอร์โดยใช้เครือข่ายของตนเอง จากนั้นข้อมูลจะถูกเก็บไว้ที่ regional server หรือ edge server เพื่อสร้างความพอใจต่อคำร้องขอของผู้มาเยือนในอนาคต โดย CDN จะจัดเส้นทางอย่างชาญฉลาดไปยังเซิร์ฟเวอร์ที่มีประสิทธิภาพที่สุด

    ตัวอย่างเช่น Sony เพิ่งจะจ้างให้ Digital Island นำส่งภาพเคลื่อนไหว รูปภาพ ป้ายโฆษณา และคอนเท็นต์อื่นๆ รวมทั้งการดาวน์โหลดเพลง สมมติว่า Digital Island มีเซิร์ฟเวอร์บนเครือข่าย AOL ยูสเซอร์ AOL คนแรกที่ขอดาวน์โหลดเพลงจะได้รับเพลงนั้นผ่าน Digital Island ซึ่งดึงคอนเท็นต์มาจาก Sony โดยตรง โดย Digital Island จะเก็บไฟล์นั้นไว้บนเซิร์ฟเวอร์ของตนภายในเครือข่าย AOL ด้วยเช่นกัน เพื่อบริการต่อคำร้องขอเพิ่มเติมจากลูกค้าของ AOL ซึ่งเซิร์ฟเวอร์ตัวนี้อาจจะให้บริการแก่คำร้องขอที่ไม่ได้มาจาก AOL ด้วยเช่นกัน ถ้าซอฟต์แวร์ CDN ประเมินว่าเป็นสิ่งที่มีประสิทธิภาพที่สุด

    ระบบนี้ลดคอขวดในจุดแรกด้วยการลดจำนวนไฟล์ที่ถูก ส่งมอบโดยตรงจากโฮสต์เซิร์ฟเวอร์ เนื่องจากส่งไฟล์เริ่มต้นผ่านเครือข่ายของตนเอง นอกจากนี้ Digital Island ยังได้หลีกเลี่ยงคอขวดในจุดที่สองและสาม คือแบ็กโบนอินเทอร์เน็ตสาธารณะ และจุดเข้าถึงเครือข่ายที่แชร์ไว้

    การใช้ตำแหน่งที่ตั้งร่วมกันในลักษณะนี้จะช่วย ให้ CDN และ ISP ได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย โดย CDN เป็นผู้ซื้อและดูแลรักษาเซิร์ฟเวอร์ ที่ทำให้พวกเขาส่งมอบแก่เอนด์ยูสเซอร์ได้เร็วกว่า ซึ่งเป็นบริการที่แหล่งคอนเท็นต์เต็มใจจ่ายเงินให้ ในทำนองเดียวกัน ISP ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เก็บเงินค่าที่อยู่เพิ่มเติมจาก CDN เพราะอุปกรณ์ CDN ช่วยปรับปรุงบริการต่อลูกค้าของ ISP ให้ดีขึ้น และช่วยลดค่าใช้จ่ายในเรื่องแบนด์วิดธ์ได้

    บริษัทที่มีฟาร์มเซิร์ฟเวอร์ร่วมกันจะสามารถแสดงความ เป็น edge networks อย่างแท้จริง (มีเซิร์ฟเวอร์อยู่ที่จุดปลายเพื่อบริการแก่คำร้องขอคอนเท็นต์ส่วนใหญ่) Akamai มีเซิร์ฟเวอร์กว่า 9,700 เครื่อง (ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มของคอมพิวเตอร์ที่เป็นอินเทลเบส) ในเครือข่ายมากกว่า 650 แห่งใน 56 ประเทศ ส่วน Digital Island มาเป็นที่สอง ด้วยเซิร์ฟเวอร์ราว 2,500 เครื่อง

    Mirror Image Internet เป็นตัวอย่างของรูปแบบอื่นที่ใช้กลุ่มของจุดเข้าถึงคอนเท็นต์ (Content Access Points: CAPs) ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า โดย Mirror Image มี CAPs 22 แห่งทั่วโลก ประกอบด้วย HP 9000 Enterprise Servers, Cisco 7500 Series routers และเนื้อที่จัดเก็บขนาดใหญ่ แต่ละแห่งทำหน้าที่เป็นคอนเท็นต์เซิร์ฟเวอร์ท้องถิ่น เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลที่รองรับต่อยูสเซอร์ของ ISP, องค์กร และเครือข่ายอื่นๆ ในท้องถิ่น ซึ่งรูปแบบนี้ลดคำร้องขอไปยังเซิร์ฟเวอร์ต้นฉบับและเพิ่มความเร็วในการนำส่ง ภายในท้องถิ่น

    ผู้ให้บริการสื่อต่อเนื่องอย่างเช่น e-Media และ Yahoo! Broadcast หันไปใช้รูปแบบการกระจายส่งจากศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่หนึ่งหรือสองแห่งเป็นหลัก บริษัทเหล่านี้เน้นที่การส่งมอบอย่างต่อเนื่องผ่านความสัมพันธ์แบบเพียร์กับ ผู้ให้บริการเครือข่าย Tier 1 และเครือข่ายอื่น ซึ่งการเชื่อมต่อกันในลักษณะนี้ให้การเข้าถึงเครือข่ายเฉพาะตัวความเร็วสูง ที่ไม่ได้ขนส่งทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตทั่วไป โดย Yahoo! ควบคุมจัดการความสัมพันธ์เหล่านี้โดยตรง ส่วน e-Media จะทำงานร่วมกับ AboveNet

    ไม่มีโมเดลสถาปัตยกรรมใดที่มีข้อพิสูจน์ว่าเหนือกว่า แบบอื่น คุณอาจจะคิดว่า edge network จัดส่งได้เร็วที่สุดอย่างแท้จริง แต่ยกตัวอย่างเช่น Akamai ที่มีลูกค้ากว่า 1,000 ราย รวมทั้ง CNN, Federal Express และ Yahoo! ซึ่ง Akamai ไม่สามารถเก็บข้อมูลทุกชิ้นส่วนจากลูกค้าทุกคนไว้ที่จุดปลายได้ ตรงกันข้าม มันจะผสมปนเปคอนเท็นต์ที่ได้รับความนิยมอย่างไดนามิก อย่างไรก็ตาม ลูกค้าของ Mirror Image Internet สามารถสั่งได้ว่าจะให้ข้อมูลของพวกเขาถูกเก็บไว้ที่ regional server อย่างไร หรือใช้เทคโนโลยีของ Mirror ในการย้ายคอนเท็นต์ได้ตามต้องการอย่างไดนามิก

    edge network ยังมีค่าติดตั้งและบำรุงรักษาแพงมาก และรักษาความสดใหม่ของข้อมูลได้ยากกว่า ตัวอย่างเช่น เมื่อลูกค้าของ Akamai อัพเดตไฟล์วิดีโอ เซิร์ฟเวอร์ทั้ง 9,700 เครื่องต้องได้รับการแจ้งเตือน และการกระจายส่งผ่านเครือข่ายก็จะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง ในขณะที่ Yahoo! Broadcast เก็บไฟล์ทั้งหมดไว้ที่ศูนย์กลางเพียงแห่งเดียว การอัพเดตจึงเป็นไปโดยอัตโนมัติและมีประสิทธิภาพ

    CDN แบบศูนย์กลางจะพึ่งพาเครือข่ายของเขามากกว่ารูปแบบ edge ซึ่งแม้จะให้ความหลากหลายของความสัมพันธ์แบบเพียร์และวิธีการส่งข้อมูล แต่ประสิทธิภาพในการเข้าถึงเครือข่าย และขีดความจุไม่สามารถเปรียบเทียบได้อย่างตรงไปตรงมาเหมือนการนับจำนวน edge server ดังนั้นตัวแปรทั้งสองอย่างจึงส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของ CDN อย่างเห็นได้ชัด

    ตัวแปรเหล่านี้และตัวแปรอื่น อย่างเช่น ตำแหน่งตัวจัดเก็บข้อมูล ประเภทข้อมูล และตำแหน่งเว็บยูสเซอร์ทำให้การประเมินประสิทธิภาพของ CDN ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก อย่างไรก็ตาม บริษัทหลายแห่งได้ให้การเปรียบเทียบCDN ก่อนและหลังติดตั้ง ในแง่ของความเร็วในการดาวน์โหลดที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นเกณฑ์วัดที่สามารถถูกติดตามได้อย่างค่อนข้างแม่นยำ โดยบริการเหล่านี้ (มีให้จากบริษัท อย่างเช่น Keynote Systems และ Mercury Interactive) รับประกันว่าคุณจะได้รับและดูแลรักษาประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นจากเงินที่คุณ จ่ายไป

    ไดนามิกเพจ

    นอกจากประสิทธิภาพที่ถือเป็นหลักเกณฑ์เปรียบ เทียบทั่วไปแล้ว ผู้ที่คิดจะซื้อ CDN ส่วนใหญ่จะให้ความสนใจกับประเด็นอื่นๆ อีก อาทิ ประเภทของข้อมูลที่ CDN ควบคุมจัดการ โดย CDN ทุกแห่งควบคุมจัดการข้อมูลสแตติก ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพ วิดีโอ ไฟล์ PDF หรือสแตติก HTML ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าพอใจสำหรับลูกค้าส่วนใหญ่ในยุค 90 แต่หลังจากยุคนั้น ไซต์หลายแห่งได้เพิ่มคอนเท็นต์ที่มีฐานข้อมูลที่ถูกสร้างอย่างไดนามิกอยู่ เบื้องหลัง เช่น แคตาล็อกสินค้า เพจส่วนตัว ข่าว และสภาพอากาศ ที่แปรผันตามข้อมูลของยูสเซอร์หรือตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ ซึ่งเพจเหล่านั้นถูกสร้างแบบไดนามิกโดยใช้ JavaServer Pages หรือ Active Server Pages

    การบริการไดนามิกเพจจะซับซ้อนกว่าการบริการสแต ติกเพจ ในกรณีของสแตติกคอนเท็นต์ CDN ต้องรู้ว่ามันควบคุมจัดการข้อมูลใดและเมื่อใดที่ต้องรีเฟรชข้อมูล โดยจะใช้รูทีนอัตโนมัติหรือกึ่งอัตโนมัติในการติดตามตัวแปรพื้นฐานเทียบ เคียงกัน อย่างไรก็ตาม ในกรณีของไดนามิกเพจ CDN ต้องแยกแยะส่วนไดนามิกของเพจออกจากส่วนสแตติก และรู้ว่าจุดไหนที่จะหาข้อมูลไดนามิกและตัวแปรที่มีลักษณะเฉพาะตัว

    ถึงแม้ CDN ส่วนใหญ่จะมีกลไกเฉพาะบางอย่างสำหรับควบคุมจัดการข้อมูลไดนามิก แต่ระดับความซับซ้อนจะลดลงอย่างเห็นได้ชัดจากการโต้ตอบกันระหว่างภาษาที่ใช้ เขียนและ CDN เรื่องนี้ทำให้เกิดความสนใจในมาตรฐาน Edge Side Includes (ESI) ที่ Akamai และ Oracle โดย ESI เพิ่งจะเปิดตัวไป เป็นภาษามาร์กอัพที่มีแท็กจำนวนหนึ่ง เช่น ซึ่งโค้ด ESI จะถูกฝังอยู่ภายในโค้ด HTML และถูกวิเคราะห์ไวยากรณ์บน edge server

    ESI (และ JESI, Java equivalent) แตกเพจออกเป็นเทมเพลตพร้อมองค์ประกอบสแตติกทั่วไป อย่างเช่น โลโก้ พื้นหลัง และโครงสร้างในการท่องเว็บ และชิ้นส่วน HTML ที่ประกอบด้วยส่วนไดนามิกของเพจ โดยแต่ละส่วนที่แตกออกมาประกอบด้วยคำสั่งว่าจะแคชข้อมูลที่ดึงมาหรือไม่และ เป็นเวลานานเท่าใด ทั้งนี้ยูสเซอร์หลายคนสามารถแชร์เทมเพลตและข้อมูล HTML ที่แตกออกมาร่วมกันได้ จึงทำให้ edge server สร้างไดนามิกเพจได้เฉพาะที่ โดยใช้คอนเท็นต์ที่แคชเฉพาะที่ และอ้างย้อนกลับไปยังเซิร์ฟเวอร์ต้นฉบับเฉพาะเวลาที่ข้อมูลหาย

    Akamai และ Oracle ได้รับปากที่จะส่ง ESI ไปเป็นมาตรฐานสากล และพวกเขาก็ได้ล่ารายชื่อผู้เห็นด้วยไว้แล้ว ประกอบด้วย IBM, CDNs Digital Island และ Mirror Image Internet รวมทั้งผู้ค้าซอฟต์แวร์เขียนเว็บอย่าง Macromedia, Open Market และ Vignette โดย Akamai ได้อินทิเกรต ESI ลงในชุดแอพพลิเคชันและเครือข่ายของเขา ซึ่งดูเหมือนจะกระตุ้นการยอมรับในสังคมแอพพลิเคชันได้อย่างยิ่งใหญ่ โดย Oracle9I Application Server ก็รองรับ ESI ด้วย

    มาตรฐานที่จำเป็น

    เมื่อตลาด CDN อิ่มตัว เส้นแบ่งระหว่างเครือข่ายข้อมูลหลักและ CDN ก็จะเลือนหายไป พิสูจน์ได้จากการที่ Cable and Wireless เพิ่งจะซื้อรูปแบบของ Digital Island และ Qwest เพื่อวางรูปแบบ CDN ของเขาเอง ส่วน CDN ที่เล็กกว่า ก็ได้สร้างมาตรฐานเพียร์ที่ตรงกับรูปแบบของ Akamai และบริษัทอื่นก็ได้ผลักดันโฟรัมที่ CDN ผู้ให้บริการเทคโนโลยี เครือข่าย และผู้ให้บริการโฮสต์ทำงานร่วมกัน ส่วน Akamai ก็เน้นที่ ESI เป็นหลัก

    เมื่อมองโดยรวมแล้ว ESI ต้องการมาตรฐานที่ทำให้ CDN ทำงานร่วมกับอีกฝ่ายได้อย่างใกล้ชิดมากขึ้น รวมทั้งกับเทคโนโลยีและผู้ให้บริการที่สัมพันธ์กันด้วย ในปัจจุบัน CDN ที่แตกต่างกันก็เหมือนกับ Federal Express และ UPS ซึ่งเป็นบริการที่แม้จะใช้สนามบินและถนนเดียวกัน แต่ก็แยกจากกันโดยสิ้นเชิง

    อย่างไรก็ตาม CDN ทำงานอย่างอิสระน้อยกว่า ตัวอย่างเช่น ISP ส่วนใหญ่ใช้แคชข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อเพิ่มความเร็วในการนำส่งข้อมูลคำร้องขอที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ถ้า CDN ไม่รู้ว่าข้อมูลใดถูกแคช ก็ดูเหมือนจะต้องมีตัวจัดเก็บสำรอง ผู้ค้าแคชยังต้องการวิธีการบางอย่างที่ทำให้รู้ว่าข้อมูลต้องถูกรีเฟรชบ่อย แค่ไหน ซึ่งพวกเขาจะได้ประโยชน์จากมาตรฐานอย่างเช่น ESI

    นอกจากนี้ ลูกค้าของ CDN ยังต้องการขีดความสามารถในการทำงานร่วมกันอย่างเปิดเผยที่มีให้โดยเครือข่าย โทรศัพท์และผู้ให้บริการเครือข่ายข้อมูล Tier 1 ซึ่งให้การเข้าถึงท่อส่งข้อมูลและการจัดการอื่นๆ ในเบื้องหลังของอีกฝ่าย

    การทำงานร่วมกันและเพียร์ประเภทนี้เป็นเป้าหมาย ขององค์กรอุตสาหกรรมสองแห่งที่มีชื่อและเป้าหมายคล้ายคลึงกัน คือ Content Bridge ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อให้ “โมเดลใหม่สำหรับการนำส่งคอนเท็นต์ข้ามเครือข่าย” ร่วมกับ CDN อย่างเช่น Adero, Digital Island และ Mirror Image Internet โดย Inktomi จะควบคุมค่าใช้จ่ายศูนย์กลางและการแชร์รายได้

    ส่วน Content Alliance ก่อตั้งโดย Cisco “เพื่อสนับสนุนขีดความสามารถในการทำงานร่วมกันของ Content Delivery Networks” ถึงแม้ว่ามีความซ้ำซ้อนกันอยู่ แต่ Content Bridge เน้นที่ประเด็นธุรกิจมากกว่า ในขณะที่ Content Alliance สนใจในมาตรฐานทางเทคนิคที่สัมพันธ์กันมากกว่า

    อย่างไรก็ตาม Akamai เชื่อว่าระบบเพียร์ไม่เหมาะสำหรับ CDN โดยเขาแสดงความกังวลเกี่ยวกับคุณภาพของบริการที่คู่แข่งมีให้ รวมทั้งประเด็นอย่างเช่นการติดตามผู้เข้าเยี่ยมชมและการจัดการทรัพย์สิน ซึ่งการที่บริษัทคาดหวังมาตรฐานใหม่ เพราะจะทำให้คู่แข่งรายย่อยแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    ตลาดล่าสุดที่เข้ามาโดยผู้ให้บริการ Tier 1 อย่างเช่น Cable and Wireless และ Qwest และบริษัทโฮสติงอย่าง Exodus อาจแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในตลาดได้อย่างน่าทึ่ง นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่าบริการ CDN อย่างเช่นเว็บโฮสติง อาจจะขยายไปยังเครือข่ายหลักทั้งหมดโดยธรรมชาติ

    ยิ่งเครือข่ายหลักเริ่มเสนอบริการ CDN มากขึ้น ความสัมพันธ์แบบเพียร์ของพวกเขาก็ควรจะขยายไปยังเครือข่ายเซิร์ฟเวอร์ของพวก เขา ซึ่งจะทำให้ความต้องการมาตรฐานทางการค้าและทางเทคนิคเพิ่มชึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่จะตามมาในอนาคต ในปัจจุบันถ้าคุณกำลังมีความต้องการสำหรับเว็บไซต์ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขีด ความจุเซิร์ฟเวอร์หรือแบนด์วิดธ์ ก็ตาม ให้พิจารณาทางเลือกของ CDN ก่อนที่จะเพิ่มการลงทุนของคุณ



  • Total

 
SERVER ACER SERVER IBM SERVER FUJITSU STORAGE
Rack Server Rack Server Rack Server Synology
Tower Server Tower Server Tower Server QNAP

 

 


SERVER HP UPS NOTEBOOK,NETBOOK
Rack Server APC ACER GIGABYTE HP
Tower Server

ASUS MSI




LENOVO DELL




TOSHIBA SAMSUNG

หน้าแรก |วิธีการสั่งซื้อ |  ติดต่อเรา

ทางบริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการยกเลิก หรือเปลี่ยนแปลงราคาและข้อมูล
อันเนื่องมาจากข้อผิดพลาดในการพิมพ์


กรุณาตรวจสอบรายละเอียดของสินค้าทุกครั้งก่อนทำการสั่งซื้อสินค้า
ถ้าหากคุณพบข้อมูลสินค้าที่ผิดพลาด กรุณาแจ้งทางบริษัทฯ
เพื่อดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องต่อไป